เจสซี่ มาร์ช กุนซืออเมริกันผู้เขย่าวงการลูกหนังยุโรป

ฤดูกาลนี้ มาร์ช ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการพา ซัลซ์บวร์ก คว้าแชมป์บุนเดสลีกา ออสเตรีย และแชมป์ฟุตบอลถ้วย ออสเตรีย คัพ ไปครองได้สำเร็จ พร้อมกับคว้ารางวัลส่วนตัวผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปีหลังจากลีกจบฤดูกาลเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาอีกด้วย

วันหนึ่ง มาร์ช กำลังไปเที่ยวในประเทศหนึ่งแถบยุโรป และดูถ่ายทอดสดเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในเวลากลางคืนผ่านจอโทรทัศน์ตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับเขา แต่ตอนนี้ในวัย 46 ปี เขาได้รับการยกย่องอย่างสูงในยุโรปหลังพา ซัลซ์บวร์ก ทำผลงานได้อย่างสุดยอดทั้งใน และนอกประเทศ ซึ่งมันก็อดไม่ได้ที่จะทำให้เจ้าตัวหวนนึกถึงอดีต

ในวัย 15 ปี มาร์ช ได้มีโอกาสไปเที่ยวประเทศอังกฤษ และเขาถูกพาไปที่สนามแอนฟิลด์เพื่อดู ลิเวอร์พูล ลงแข่งขัน ซึ่งหลังจากได้ดูนักเตะอย่าง จอห์น บาร์นส์ และ ปีเตอร์ เบียร์ดสลีย์ โชว์ฝีเท้ามันทำให้เขาประทับใจอย่างยิ่งจนต้องลงไปในสนามเพื่อเก็บหญ้าจากแอนฟิลด์หลังจบเกมกลับไปเป็นที่ระลึก เพราะคิดว่าตัวเองไม่มีโอกาสกลับมาที่นี่อีกแล้ว

สล็อตออนไลน์

31 ปีต่อมา ค่ำวันที่ 3 ตุลาคมปี 2019 ที่สนามแอนฟิลด์ มาร์ช กลับมาอีกครั้งแต่ในฐานะผู้จัดการทีม ซัลซ์บวร์ก ที่พาทีมมาเผชิญหน้ากับ ลิเวอร์พูล และถึงแม้ในเกมนั้น เขาจะพาทีมพ่ายให้กับ “หงส์แดง” ไปหวุดหวิด 4-3 แต่แฟนบอลหลายคนต่างก็ยกย่องในฝีม้ายลายมือของเขาที่ต่อกรกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยอดกุนซือชาวเยอรมันอย่างสนุก

ระหว่างเกมกับ ลิเวอร์พูล มันมีคลิปที่ มาร์ช กำลังกระตุ้นลูกทีม ซัลซ์บวร์ก อย่างดุเดือด โดยภาพดังกล่าวมันถูกแพร่กระจายไปทั่วโซเชี่ยลมีเดีย และหลายๆคนต่างก็ชื่นชมในอารมณ์ร่วม รวมถึงความกระตือรือร้นของเขาในการปลุกใจนักเตะ

jumboslot

มาร์ช เริ่มอธิบายว่า “คุณไม่สามารถปรับอารมณ์ได้ตลอดเวลาหรอก แต่คุณสามารถแสดงออกถึงตัวตนที่แท้จริงของคุณได้ นั่นเป็นส่วนสำคัญของความเป็นผู้นำ ซึ่งต้องเป็นแรงบันดาลใจให้กับทีม แต่เราต้องเข้าใจสถานการณ์ในเวลานั้น และเข้าใจวิธีการสื่อสารภายในทีมด้วย”

มาร์ช เป็นคนที่น่าสนใจ เขาเต็มไปด้วยแรงกระตุ้น และความเชื่อมั่น เขาไม่เคยเกรงกลัวที่จะให้ลูกทีมเปิดเกมรุก ซึ่งนั่นคือ ปรัชญาที่เขาใช้ในการดำเนินชีวิต และถ่ายทอดมันมาสู่ทีม ซาลซ์บูร์ก จนประสบความสำเร็จในแบบฉบับของตัวเอง

มาร์ช เคยชินกับข้อสงสัยที่มีต่อตัวเขา แต่ใครจะไปคิดว่า อดีตผู้เล่นในทีม ดีซี ยูไนเต็ด, ชิคาโก้ ไฟร์ และชีวาส ยูเอสเอ ที่ติดทีมชาติสหรัฐฯเพียง 2 นัดตลอดอาชีพนักฟุตบอลคือในเกมกับ ตรินิแดด และโตเบโก และ จีน จะได้คุมทีมลงเล่นในถ้วยใบใหญ่ที่สุดของยุโรป

ในปี 2011 มาร์ช เริ่มต้นอาชีพผู้จัดการทีมครั้งแรกกับ มอนทรีออล อิมแพ็ค ในบ้านเกิด ก่อนจะย้ายมาคุม นิวยอร์ก เร้ด บูลล์ส เมื่อปี 2015 จากนั้น ในปี 2018 เขาพบจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตด้วยการถูกดึงตัวไปเป็นผู้ช่วยกุนซือของ ราล์ฟ รังนิก ที่ แอร์เบ ไลป์ซิก ในบุนเดสลีกา เยอรมัน

รังนิก ซึ่งปัจจุบันรั้งตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายกีฬา และการพัฒนาฟุตบอลในเครือ เร้ด บูลล์ส นั้น ถือเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตของ มาร์ช นอกจากนี้ รังนิก ยังถือเป็นกุนซือลำดับต้นๆ ที่นำแนวทางการเล่นแบบเกเก้นเพรสซิ่งมาใช้ในเยอรมัน

เครดิตฟรี

ขณะเดียวกัน รังนิก ยังนับเป็นผู้ทรงอิทธิพลในวงการลูกหนังเมืองเบียร์อย่างแท้จริง เขาเป็นต้นแบบของกุนซือรุ่นใหม่หลายๆคนไม่ว่าจะเป็นตัวของ มาร์ช, อาดี้ ฮุตเตอร์ เฮดโค้ช ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต, ยูเลียน นาเกิลส์มันน์ เทรนเนอร์ ไลป์ซิก และ โอลิเวอร์ กลาสเนอร์ กุนซือ โวล์ฟสบวร์ก

เมื่อ มาร์ช มีโอกาสได้พูดคุยกับ รังนิก เป็นครั้งแรกมันเป็นเหมือนการจุกไฟในตัวเขาให้ลุกโชน โดยเล่าว่า “ในแง่ของปรัชญาแท็คติคทั้งหมดของผมนั้น ผมได้รวบรวมมากจาก รังนิก เมื่อเราพบกันครั้งแรกตอนที่ผมอยู่ในนิวยอร์ก เขาเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับความคิดทางฟุตบอล แนวคิด และรายละเอียดต่างๆ”

“มันจุดประกายจินตนาการของผม ผมชอบที่จะเล่นฟุตบอลที่รวดเร็ว ผมได้เรียนรู้มากขึ้นจากเขาเกี่ยวกับวิธีการเตรียมทีมของคุณว่า คุณจะประสบความสำเร็จในช่วงจังหวะต่างๆหรือในทุกช่วงเวลาของเกมได้อย่างไร”

หลังจบฤดูกาลกับ ไลป์ซิก มาร์ช ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีม ซัลซ์บวร์ก เมื่อฤดูร้อนที่แล้ว แม้ว่าตอนนี้ ซัลซ์บวร์ก จะแยกออกจากเครือธุรกิจฟุตบอลของ เร้ด บูลล์ส เนื่องจากกฎของยูฟ่า แต่ มาร์ช ก็ยังคุมทีมของเขาด้วยดีเอ็นเอที่ได้รับมาจาก รังนิก

มาร์ช อธิบายว่า “เราเป็นทีมในเวอร์ชั่นที่แข็งแกร่งมากๆในเครือของ เร้ด บูลล์ส เรามีสไตล์เน้นเกมรุก กดดันสูง เกเก้นเพรสซิ่ง และพร้อมปะทะตลอดเวลา เราไม่เคยเสียใจต่อความพ่ายแพ้ ซึ่งสไตล์แบบนี้นักเตะรับรู้ด้วยตัวพวกเขาเอง”

“ผมไม่ต้องการเข้ามา และปรับเปลี่ยนแนวทางที่ทีมเคยวางโครงสร้างมา ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่ผิด นี่เป็นแนวทางที่ผมชอบทำ และมันเป็นวิธีที่ผมค้นพบว่า สามารถก่อให้เกิดความสำเร็จได้”

แม้ว่า มาร์ชช์ จะปรับตัวให้เข้ากับปรัชญาฟุตบอลของ รังนิก แต่เขาเห็นว่า ในเกมมันประกอบด้วย แท็คติค 25% และ 75% ที่ต้องใช้สติปัญญา โดยอดีตกุนซือทีมชาติสหรัฐฯอย่าง บ็อบ แบรดลีย์ ก็เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาคนสำคัญของเขา และเขาก็จำได้ว่า แบรดลีย์ ต้องเจอกับชีวิตที่ยากลำบากช่วงที่ทำงานกับ สวอนซี ซิตี้ ในอังกฤษ

สล็อต

นายใหญ่ ซาลซ์บูร์ก เล่าต่อว่า “บ็อบ เป็นแรงบันดาลใจให้ผม ผมคิดว่าหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผมคิดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการย้ายไปทำงานในยุโรปคือ บ็อบ ผมให้ความเคารพเขามาก แต่ผมดูวิธีที่สื่อปฏิบัติต่อเขาที่ สวอนซี มันค่อนข้างแย่ และผมเคยคิดว่า มันง่ายกว่าที่จะไปที่ไหนสักแห่งที่พูดภาษาอื่นเพราะพวกเขาน่าจะให้อภัยเมื่อคุณทำผิดพลาด”

“ผมเข้าใจความล้มเหลวที่เกี่ยวข้องกับการเป็นโค้ชชาวอเมริกันในอังกฤษ ใช่ไหม แน่นอน ผมเข้าใจ แต่แนวทางของผมเป็นการพิจารณาสิ่งต่างๆรอบข้างอยู่เสมอ ผมพยายามปรับตัว แต่คุณจงเป็นตัวของตัวเอง และทำให้แน่ใจว่า ทีมนั้นเป็นตัวแทนของคุณ นั่นคือสิ่งที่ผมเชื่อ”

“ยกตัวอย่าง การพูดภาษาเยอรมัน ผมเคยบอกลูกทีมว่า ผมจะไม่พูดภาษาเยอรมันกับพวกเขา เพราะผมคิดว่า ทุกประโยคในภาษาเยอรมันค่อนข้างดุดัน แต่ตอนนี้ผมเปลี่ยนความคิดใหม่ ผมพูดภาษาเยอรมันได้ดีขึ้นมาก และมันช่วยให้ผมเข้าใจผู้คนที่ผมเคยทำงานด้วยทั้งในเยอรมัน และออสเตรีย ผมจะบอกว่ามันเป็นมันเป็นเรื่องยาก แต่มันก็คุ้มค่าอย่างเหลือเชื่อเช่นกัน”