7 กุนซือหนุ่มน่าจับตามอง

  1. ยูเลียน นาเกลส์มันน์ (แอร์เบ ไลป์ซิก อายุ 33 ปี)
    ในวัยเพียง 33 ปี นาเกลส์มันน์ ได้รับการยกย่องว่า เป็นหนึ่งโค้ชจอมอัจฉริยะอันดับต้นๆของฟุตบอลยุโรปเลยก็ว่าได้ เขาเข้าสู่เส้นทางการเป็นเทรนเนอร์ด้วยวัยเพียง 20 ปีเท่านั้น หลังแขวนสตั๊ดก่อนวัยอันควรเนื่องจากได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าอย่างรุนแรง

เมื่อปี 2010 นาเกลส์มันน์ วัย 23 ปี ได้รับโอกาสเป็นกุนซือเต็มตัวครั้งแรกกับทีมเยาวชนของ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ก่อนเจ้าตัวจะถูกโปรโมตขึ้นกุมบังเหียนทีมชุดใหญ่ในเดือนตุลาคมปี 2015 พร้อมกับสร้างสถิติเป็นโค้ชที่อายุน้อยที่สุดในศึกบุนเดสลีกา

สล็อตออนไลน์

หลังทำผลงานให้กับ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ได้อย่างยอดเยี่ยม ไลป์ซิก ก็ไม่รอช้าที่จะดึงตัว นาเกลส์มันน์ ไปกุมบังเหียนเมื่อปี 2019 จนถึง ณ เวลานี้ ซึ่งการทำงานในถิ่นเรดบลู อารีน่า เข้าสู่ปีที่ 2 ของเขานั้น ก็ยังคงน่าประทับใจกับทั้งแนวทางการบริหารทีมที่สร้างสรรค์ แต่ยังคงไว้ด้วยระเบียบ และแบบแผนที่ชัดเจน

ถึงแม้ นาเกลส์มันน์ จะเป็นคนหนุ่มอายุน้อย แต่เขาก็เป็นที่รักของลูกทีมหลายๆคนทั้งดาวรุ่ง หรือนักเตะที่อายุมากกว่าก็ตาม นอกจากนี้ เขายังได้รับการยกย่องเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมกับผู้เล่นในทีมอีกด้วย

jumboslot

ปัจจุบัน นาเกลส์มันน์ เหลือสัญญากับ ไลป์ซิก จนถึงแค่ปี 2021 ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยที่บรรดสโมสรดังทั่วยุโรปต่างจับตามองสถานการณ์ของเขาอย่างใกล้ชิด

  1. โรแบร์โต้ เด แซร์บี้ (ซาสซูโอโล่ อายุ 41 ปี)
    สำหรับวงการลูกหนังแดนมะกะโรนีกุนซือส่วนใหญ่มักจะเป็นอดีตนักเตะชื่อดังที่แขวนสตั๊ดไปแล้ว อาทิ ฟิลิปโป อินซากี ที่ เบเนเวนโต้, เจนนาโร่ กัตตูโซ่ ที่ นาโปลี และ อันเดรีย ปิร์โล่ ที่ ยูเวนตุส แต่ เด แซร์บี้ ที่ไม่ได้เป็นอดีตผู้เล่นที่โด่งดังนักกลับเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นกับผลงานของเขากับ ซาสซูโอโล่

เครดิตฟรี

หลังค่อยๆพัฒนาฝีมือ และสร้างชื่อกับ ปาแลร์โม่ และ เบเนเวนโต้ นั้น เด แซร์บี้ ก็ทำผลงานได้อย่างน่าเหลือเชื่อกับ ซาสซูโอโล่ ตลอด 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา โดยพาทีมจบด้วยอันดับที่ 11 และ 8 ในตารางคะแนนกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี

เด แซร์บี้ ทำให้ ซาสซูโอโล่ กลายเป็นทีมที่เล่นเกมรุกได้อย่างน่าตื่นเต้นไม่ว่าคู่ต่อสู้ของพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม โดยในฤดูกาลใหม่นี้ลูกทีมของเขาระเบิดสกอร์คู่แข่งในเกมลีกไปแล้วถึง 18 ลูก จาก 6 เกม พร้อมกับรั้งตำแหน่งรองจ่าฝูงอีกด้วย

นอกเหนือจากการเทรนเนอร์จอมแท็คติคแล้ว เด แซร์บี้ ยังรับมือกับการตอบคำถามสื่อมวลชนได้อย่างยอดเยี่ยม และมีความมั่นใจเสมอเมื่อยืนคุมทีมข้างสนาม

  1. เกราร์โด้ ซีโออาเน่ (ยัง บอยส์ อายุ 41 ปี)
    หลังพา ยัง บอยส์ คว้าแชมป์ลีกสวิตเซอร์แลนด์ได้ 2 สมัยติดต่อกัน และพาทีมเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่มศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซีโออาเน่ ก็ถูกประโคมข่าวอย่างหนักกับบรรดาสโมสรดังทั่วยุโรป และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายๆทีมในศึกบุนเดสลีกาเยอรมันที่กำลังจับตาดูสถานการณ์ของเขาอย่างใกล้ชิด

ซีโออาเน่ เริ่มต้นอาชีพเทรนเนอร์กับ เอฟซี ลูเซิร์น ซึ่งเป็นทีมที่ปั้นเข้ามา และเป็นทีมสุดท้ายที่เขาเล่นฟุตบอลอาชีพ จากนั้น ในปี 2018 เขาย้ายไปคุม ยัง บอยส์ แทนที่ อาดี้ ฮัตเตอร์ ที่โยกไปคุม ไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต

นอกจากจะมีฝีมือการทำทีมที่ยอดเยี่ยมแล้ว ซีโออาเน่ ยังสามารถพูดได้ถึง 5 ภาษาทั้งเยอรมัน, ฝรั่งเศส, สเปน, อิตาลี และอังกฤษ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้เขาสามารถทำงานได้เกือบในทุกลีกระดับท็อปของยุโรปได้อย่างสบาย

สำหรับ ซีโออาเน่ นั้น เป็นโค้ชสมัยใหม่ที่พร้อมเรียนรู้อยู่เสมอ เขาเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นในระบบการเล่นอย่างมากอย่างมากไม่ว่าจะเป็นการคุมทีมเล่นในลีก หรือต้องทำศึกฟุตบอลยุโรปกับทีมที่แข็งแกร่งกว่าก็ตาม

สล็อต

  1. ยูเลียน สเตฟาน (แรนส์ อายุ 40 ปี)
    นับตั้งแต่เข้ามากุมบังเหียน แรนส์ เมื่อ 2 ก่อน สเตฟาน พาทีมคว้าแชมป์ไปครองได้แล้ว 1 รายการคือ ฟุตบอลถ้วย คูเป เดอ ฟรองซ์ ด้วยการเอาชนะ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เมื่อปีที่แล้ว และในฤดูกาลนี้ เขาพาทีมเข้ามาเล่นในรอบแบ่งกลุ่มศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ

สเตฟาน มักถนัดการคุมทีมในระบบ 4-2-3-1 และใช้การผสมผสานระหว่างดาวรุ่งมากพรสวรรค์ที่กำลังกระหายผนึกกกำลังกับแข้งมากประสบการณ์ โดยเห็นได้จากนักเตะในทีม แรนส์ ขุดนี้ที่มีตัวชูโรงอย่าง เอดูอาร์โด้ คามาวิงก้า มิดฟิลด์อนาคตไกลวัย 18 ปี และ เคลมองต์ เกรนิเย่ร์ กองกลางวัย 29 ปี

จากช่วงที่ผ่านมา แรนส์ เป็นทีมที่เน้นตั้งรับ และโต้กลับไว แต่หลังจาก สเตฟาน เข้ามากุมบังเหียน พวกเขากลายเป็นทีมที่กล้าครองบอล และพร้อมเปิดเกมรุกโจมตีคู่แข่งทันทีเมื่อมีโอกาส ซึ่งกลายเป็นจุดเด่นของทีมชุดนี้ไปแล้ว

  1. มาร์โก โรส (โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค อายุ 44 ปี)
    โรส มีเส้นทางกุนซือที่น่าสนใจไม่น้อยหลังพาทีมเยาวชนชุดอายุต่ำกว่า 19 ปี ของ เร้ดบูล ซัลซ์บวร์ก คว้าแชมป์ลีกออสเตรีย รวมทั้งคว้าแชมป์ในศึกยูฟ่ายูธ ลีก ในปี 2017 ไปครองได้อย่างยอดเยี่ยม จากนั้น ไม่นานเขาก็ได้รับโอกาสเลื่อนมาคุมทีมชุดใหญ่ของสโมสร

ในฤดูกาลแรกกับ ซัลซ์บวร์ก เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีก และเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศของศึกยูโรป้า ลีก ได้อีกด้วย จากนั้น ในฤดูกาลต่อมา เทรนเนอร์ชาวเยอรมัน ยังพา ซัลซ์บวร์ก คว้าดับเบิ้ลแชมป์คือ แชมป์ลีก กับแชมป์ฟุตบอลถ้วยในประเทศก่อนจะโยกกลับมาทำงานในบ้านเกิดกับ กลัดบัค เมื่อปีที่แล้ว

ตลอดเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพของ โรส นั้น เขาเคยเป็นลูกทีมของ 2 ยอดกุนซือเมืองเบียร์อย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ ไมนซ์ 05 และ ราล์ฟ รังนิก ที่ ฮันโนเวอร์ มาแล้ว ซึ่งในการทำงานของ โรส ก็ยังคงติดต่อกับ คล็อปป์ และ รังนิก อยู่เสมอ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สไตล์การคุมทีมของ โรส ได้รับอิทธิพลจากเจ้าพ่อ “เกเก้นเพรซซิ่ง” อย่าง คล็อปป์ และ รังนิก มาเต็มๆ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากแนวทางการเล่นของ กลัดบัค ที่วิ่งไล่บี้คู่แข่ง และพร้อมโจมตีอยู่เสมอเมื่อมีโอกาส

  1. ดีเอโก้ มาร์ติเนซ (กรานาด้า อายุ 39 ปี)
    มาร์ติเนซ ทำสิ่งที่หลายคนในวงการฟุตบอลแดนกระทิงดุเซอร์ไพรส์อย่างยิ่งด้วยการทำให้ กรานาด้า ซึ่งเป็นทีมที่เลื่อนชั้นขึ้นมาจากเซกุนด้าเมื่อฤดูกาลก่อนสามารถจบด้วยอันดับ 7 ในตารางคะแนนลาลีกา พร้อมคว้าตั๋วมาเล่นในยูโรป้า ลีก ปีนี้ ได้สำเร็จ

มาร์ติเนซ ค่อยๆเก็บสะสมประสบการณ์อันมีค่าจากการเป็นโค้ชทีมเยาวชนของทีมจอมปั้นอย่าง เซบีย่า ก่อนจะเลื่อนขึ้นมาเป็นผู้ช่วยกุนซือ จากนั้น เขาได้ไปคุม โอซาซูน่า ในปี 2017 และโยกมาทำทีม กรานาด้า ในปี 2018

มาร์ติเนซ อาจมีสไตล์การทำทีมที่ไม่น่าตื่นเต้นนัก แต่มันก็เต็มไปด้วยคุณภาพ และสามารถหวังผลได้ เขามักจะให้ลูกทีมเน้นการป้องกันที่แข็งแกร่งไว้ก่อน จากนั้น ค่อยฉวยโอกาสโจมตีคู่แข่ง ซึ่งเห็นผลมาแล้วในเกมยูโรป้า ลีก นัดล่าสุดที่บุกไปเอาชนะ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ได้ถึงบ้าน 2-1

  1. รูเบน อโมริม (สปอร์ติ้ง ลิสบอน อายุ 35 ปี)
    หลังแขวนสตั๊ดจากเส้นทางอาชีพที่ยอดเยี่ยมกับทั้ง เบนฟิก้า และ บราก้า ในบ้านเกิดรวมถึงมีชื่อติดทีมชาติโปรตุเกสไปลุยฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาแล้ว 2 สมัย อดีตมิดฟิลด์ทัพ “ฝอยทอง” ก็เริ่มจับงานเทรนเนอร์กับ คาซ่า เปีย ในปี 2018

ต่อมาในเดือนกันยายนปี 2019 อโมริม ย้ายไปคุม บราก้า ชุด บี และอีก 3 เดือนต่อมาเข้าได้ขยับไปกุมบังเหียนทีมชุดใหญ่จนจบฤดูกาลพร้อมผลงานน่าประทับใจด้วยการเก็บชัยชนะได้ถึง 10 เกม เสมอ 1 แพ้ 2 จาก 13 นัดที่คุมทีม

ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา เบนฟิก้า, เอฟซี ปอร์โต และ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ต่างยื่นข้อเสนอให้กับ อโมริม พิจารณา ซึ่งในที่สุดเจ้าตัวก็เลือก ลิสบอน พร้อมกับเซ็นสัญญายาว 3 ปี พ่วงด้วยค่าฉีกสัญญาถึง 20 ล้านยูโรเลยทีเดียว